สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พื้นฐาน
ใช้อธิบายลักษณะข้อมูลเบื้องต้น เกือบทุกงานเริ่มจากส่วนนี้ เพราะผู้อ่านต้องเห็นก่อนว่ากลุ่มตัวอย่างหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงจะตีความผลขั้นต่อไปได้ถูก
Mean (X̄) = Σx / n | SD = √[Σ(x−X̄)² / (n−1)] | SEM = SD / √n
ตัวชี้วัดที่นิยมรายงาน: Mean ± SD สำหรับข้อมูล Continuous Normal; Median (IQR) สำหรับข้อมูล Skewed; n (%) สำหรับข้อมูล Categorical
เมื่อไหร่ใช้: มักเป็นตารางแรกของผลลัพธ์ (Table 1) เพื่อแสดงคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง
t-test · เปรียบเทียบ 2 กลุ่ม พื้นฐาน
ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่ม เหมาะกับข้อมูล Continuous ที่กระจายใกล้เคียง Normal ถ้าไม่ใช่ก็มีทางเลือกอื่นในแท็บ Non-parametric เวลารายงานผล ให้บอก “ต่างกันเท่าไร” ด้วยผลต่างค่าเฉลี่ยและ 95% CI ไม่ใช่แค่บอกว่า p น้อยกว่า 0.05 หรือไม่ เพราะ p = 0.06 ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และ p < 0.05 ก็ไม่ได้แปลว่าสำคัญทางคลินิกเสมอไป
t = (X̄₁ − X̄₂) / SE_diff df = n₁ + n₂ − 2
Independent t-test: เปรียบเทียบ 2 กลุ่มแยกจากกัน เช่น กลุ่มควบคุม vs กลุ่มทดลอง
Paired t-test: เปรียบเทียบก่อน–หลัง หรือ Match pairs
เมื่อไหร่ใช้: เหมาะเมื่อข้อมูล Continuous, 2 กลุ่ม, กระจายใกล้เคียง Normal (ดูกราฟประกอบ Shapiro-Wilk) ถ้าความแปรปรวนของสองกลุ่มต่างกัน ใช้ Welch's t-test ซึ่งหลายโปรแกรมตั้งเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว
ANOVA · เปรียบเทียบ 3 กลุ่มขึ้นไป พื้นฐาน
One-Way ANOVA ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ 3+ กลุ่ม Two-Way ANOVA ใช้เมื่อมี 2 ตัวแปรอิสระ
F = MS_between / MS_within ถ้าพบความแตกต่าง → Post-hoc test (Tukey, Bonferroni)
ANOVA บอกได้แค่ว่า “มีอย่างน้อยหนึ่งคู่ที่ต่างกัน” แต่ไม่ได้บอกว่าคู่ไหน จึงมักตามด้วย Post-hoc test เพื่อระบุคู่นั้น ที่นิยมใช้คือ Tukey's HSD และ Bonferroni correction
เมื่อไหร่ใช้: ข้อมูล Continuous, 3+ กลุ่ม, ควรดูการกระจายของข้อมูลและความแปรปรวนของแต่ละกลุ่มก่อน ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข ใช้ Kruskal-Wallis แทนได้
Chi-square Test · ข้อมูลเชิงหมวดหมู่ พื้นฐาน
ใช้ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร Categorical สองตัว หรือทดสอบว่าสัดส่วนต่างกันหรือไม่
χ² = Σ[(O − E)² / E] df = (r−1)(c−1)
ข้อควรระวัง: เกณฑ์ที่นิยมคือทุก Cell ควรมีค่า Expected ≥ 5 (เป็นเกณฑ์ธรรมเนียม ไม่ใช่กฎตายตัว) หากน้อยกว่า ใช้ Fisher's Exact Test แทนได้
สำหรับตาราง 2×2 ที่มีกลุ่มตัวอย่างน้อย: ใช้ Yates' correction
เมื่อไหร่ใช้: ตัวแปรตาม (Outcome) เป็น Categorical เช่น เป็น/ไม่เป็นโรค, ผ่าน/ไม่ผ่าน, สูบ/ไม่สูบบุหรี่ (ถ้าเป็นระดับที่เรียงลำดับได้ เช่น ระดับความพึงพอใจ ดูแท็บ Non-parametric ประกอบด้วย)
Correlation · ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พื้นฐาน
วัดทิศทางและความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัว (r = −1 ถึง +1)
Pearson's r: ข้อมูล Continuous Normal | Spearman's ρ: ข้อมูล Ordinal หรือ Non-normal
ตีความค่า r โดยประมาณ: 0.1–0.3 = อ่อน | 0.3–0.5 = ปานกลาง | 0.5–0.7 = แข็งแกร่ง | >0.7 = แข็งแกร่งมาก
เกณฑ์นี้เป็นธรรมเนียม ไม่ใช่กฎ แต่ละสาขาใช้ไม่เท่ากัน ในงานทางคลินิก r = 0.3 อาจมีความหมายมาก ส่วนงานวัดความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ r = 0.7 อาจยังถือว่าต่ำ ให้ดูบริบทของสาขาประกอบ
Correlation ≠ Causation : ความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่า ก ทำให้เกิด ข
เมื่อไหร่ใช้: ต้องการทราบว่าตัวแปรสองตัวเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันหรือไม่ และในทิศทางใด
Regression · พยากรณ์และอธิบายผล ระดับกลาง
ใช้พยากรณ์ตัวแปรตาม (Y) จากตัวแปรอิสระ (X) หนึ่งตัวหรือมากกว่า
Linear: Y = β₀ + β₁X₁ + β₂X₂ + ε | Logistic: ln(p/(1−p)) = β₀ + β₁X
Linear Regression: ตัวแปรตามเป็น Continuous: รายงาน β, 95% CI, R²
Logistic Regression: ตัวแปรตามเป็น Binary (0/1): รายงาน Odds Ratio (OR), 95% CI
Multiple Regression: ควบคุม Confounders ในการวิเคราะห์หลายตัวแปรพร้อมกัน
เมื่อไหร่ใช้: ต้องการพยากรณ์ผลลัพธ์ หรืออธิบายปัจจัยที่มีผลต่อตัวแปรตาม
Non-parametric Tests · เมื่อข้อมูลไม่ Normal พื้นฐาน
ใช้แทน Parametric test เมื่อข้อมูลไม่กระจายแบบ Normal หรือกลุ่มตัวอย่างน้อยมาก
Mann-Whitney U แทน t-test | Kruskal-Wallis แทน ANOVA | Wilcoxon Signed-rank แทน Paired t-test
ข้อดี: ไม่ต้องพึ่งข้อสมมุติเรื่องการกระจาย | ข้อควรรู้: เมื่อข้อมูลเป็น Normal จริง อำนาจการทดสอบ (Power) จะต่ำกว่า Parametric เล็กน้อย ไม่มีแบบไหนดีกว่ากันเสมอ เลือกตามข้อมูล
ดูการกระจายด้วยกราฟ เช่น ฮิสโทแกรมหรือ QQ plot ประกอบกับ Shapiro-Wilk หรือ Kolmogorov-Smirnov แล้วตัดสินจากภาพรวม
เมื่อไหร่ใช้: ข้อมูล Skewed มาก, ข้อมูลเป็น Ordinal Scale หรือกลุ่มตัวอย่างเล็กจนดูการกระจายได้ยาก (ตัวเลข n=30 ที่ได้ยินบ่อยเป็นเกณฑ์ธรรมเนียม สิ่งที่ตัดสินจริงคือรูปร่างการกระจายของข้อมูล)
การคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) ก่อนเก็บข้อมูล
งานเชิงปริมาณควรคำนวณก่อนเก็บข้อมูล ไม่ใช่เพราะเป็นพิธีกรรม แต่เพราะงานที่กลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไปจะตอบคำถามไม่ได้ และเท่ากับรบกวนผู้เข้าร่วมโดยไม่ได้คำตอบ คณะกรรมการจริยธรรมจึงมักถามข้อนี้ เริ่มจากกำหนดค่าต่อไปนี้
α = 0.05 (Type I Error) | β = 0.20 (Power = 80%) | Effect Size (Cohen's d, f, w)
Cohen's d Effect Size: Small = 0.2 | Medium = 0.5 | Large = 0.8 (ค่าตั้งต้นเมื่อไม่มีข้อมูลเดิม ถ้ามีงานวิจัยก่อนหน้าในเรื่องเดียวกัน ใช้ effect size จากงานนั้นจะสมเหตุสมผลกว่า)
เครื่องมือ: G*Power (ฟรี): ใส่ α, Power, Effect Size → ได้ n ที่ต้องการ
สูตร Taro Yamane (Survey): n = N / (1 + Ne²) เมื่อ e = ค่าความคลาดเคลื่อน 0.05 ใช้ได้เฉพาะการสำรวจสัดส่วนที่รู้ขนาดประชากร ไม่เหมาะกับงานเปรียบเทียบกลุ่ม ถามอาจารย์ก่อนเลือกใช้
เมื่อไหร่ใช้: งานเชิงปริมาณ ระบุวิธีคำนวณไว้ใน Methods ให้ผู้อ่านตรวจสอบได้ ส่วนงานเชิงคุณภาพใช้หลักการเก็บข้อมูลจนอิ่มตัว (saturation) แทนการคำนวณ n